พ่อ......ที่สุดของหัวใจ

 


ฉันมักหลีกเลี่ยงที่จะเขียนอะไรหาพ่อในวันพ่อ
ไม่ใช่ฝืนกระแส เพื่อทำให้ตนไม่เหมือนคนอื่น
โดยส่วนใหญ่ นับแต่เขียนไดอารี่ จำได้ว่า
ไม่เคยเขียนตรงวันพ่อ หรือตรงกับวันสูญเสียพ่อ
และในวันพ่อฉันเองก็ไม่ค่อยไปอ่านไดอารี่ใคร

สารภาพ อิจฉาคนที่ยังมีพ่ออยู่และได้ไป
นั่งทานอะไรด้วยกัน ได้ซื้อของให้พ่อ
ด้วยเงินเก็บที่ถึงแม้พ่อจะให้หรือได้ซื้อของ
ด้วยเงินที่ทำได้จากน้ำพักน้ำแรงตัวเอง
และคงได้บอกสิ่งดีดีที่ตนเองทำให้พ่อได้รับทราบ
ให้พ่อได้ชื่นใจ ได้หัวเราะด้วยกัน ได้กอดกัน
ตามปกติของครอบครัว

บางหนเคยคิดว่า คนที่โชคดีเหล่านั้นจะรู้ไหมน่ะ
ว่าหนึ่งในโชคดีที่สุดในความธรรมดาของการมีชีวิตอยู่
ในโลกใบนี้โดยไม่ต้องแสวงหาจากที่ไหน
ก็คือการได้เห็นพ่อ หรือ คนที่เรารักยังมีชีวิต มีตัวตน
ได้เห็นท่านยิ้ม ได้ยินท่านหัวเราะ และมองตามเรา
ในวันที่เราทำโน่นทำนี่ให้ ยังมีตัวตนให้เราแตะต้องได้
สัมผัสถึง แน่นอนมีนบอกได้ตรงๆ แบบไม่เสแสร้งว่า
มีนลืมสัมผัสของพ่อ ไปหมดแล้ว จำได้แค่ท่าทาง
จำได้ถึงความรู้สึกอบอุ่นใจ และยิ้มทั้งน้ำตาได้
เมื่อคิดถึงท่าทางของพ่อ

  

 

  

ใครยังมีพ่ออยู่ ได้ใกล้ชิดกัน ไม่เคยกอดพ่อ
ก็ลองทำดูไม่เคยบอกรักพ่อก็บอกรัก
อย่ามัวแต่อายไม่บอกรักพ่อแม่ แต่ไปง้อ
บอกรักชาวบ้านเขา แบบนั้นน่าอายกว่ากันเยอะ
คนที่จริงๆแท้แท้แน่นอนรักเรา คำว่ารักสักคำ
ตั้งแต่รู้ตัวว่าโตเป็นผู้ใหญ่กลับไม่เคยบอกท่าน
เพราะคำว่าอาย เขิน ไม่เคยทำก็เลย ไม่กล้าทำ
ทีกับคนอื่น โตมาก็ไม่ใช่เพราะเขาเลี้ยง
เจอกันก็ไม่ได้นานแต่ก็ไปง้อขอบอกรักเขาทุกวัน
บางคนก็แปลก เขาไม่ยอมรักก็ยังได้พิรี้พิไรรักเขา
แทบเป็นแทบตาย เผลอๆ ตายตายไปแบบลืมไป ว่า
พ่อแม่ยังรักอีก.... ยอมรับตัวเองเหอะว่า
การเป็นคนแบบนั้นน่ะแปลกมนุษย์
และที่สำคัญไม่ใช่แปลกธรรมดา
แต่เป็นการแปลกแบบไม่น่าให้อภัย อีกต่างหาก

 


ฉันบอกรักพ่อทุกเช้า เป็นพวกฉวยโอกาส
ที่จะบอกรักเวลาพ่อเผลอหรือทำอะไรวุ่นวุ่น
กลับจากเรียน เดินไปจะเห็นข้างหลังของ
ผู้ชายหล่อที่สุดใน คนที่นั่งคำนวนงาน
กับกองกระดาษข้างหน้า สามารถคุยโทรศัพท์
แบบตะโกนเข้าเครื่อง และกดเครื่องคำนวน
ได้พร้อมกัน คุณผู้ชายคนนั้นเขียนหนังสือ
และจับปากกาเขียนแบบด้วยมือข้างซ้าย
บางหนก็เห็นเขียนด้วยมือข้างขวา
แต่ถึงที่สุดแล้วฉันจะเป็นผู้ทำลายอาการมุ่งมั่น
ทำงานของท่านเสมอ ๆด้วยคำว่า((((คิดถึงพ่อจังเลย))))
และพ่อเหอะ..เหอะ ออกไปกิน กุ้ยช่ายกันน่ะน่ะ
ตบท้ายด้วย รักพ่อจัง แล้วสองคนพ่อลูกก็จะออกไป
ต่อคิวรอกุ้ยช่ายกับลูกชิ้นเจ้าหยิ่งที่สุดในโลก

ที่ว่าหยิ่ง เพราะบางวันมีบังคับให้ลูกค้าซื้อไม่ให้เกินห้าชิ้น
เพราะห่วงลูกค้าคนอื่นที่สำคัญคิวยาวยังกับรถไฟไทย
และไม่ว่าจะนับถือพ่อของฉัน ขนาดไหน
เจ้าของร้านจะทำแค่ ยกมือไหว้ และยิ้มส่งกำลังใจให้ฉัน

พ่อไม่เคยสอนให้ฉันแซงคิว และไม่ให้ฉันรับความกรุณา
จากคนอื่นๆ เพราะพ่อว่าฉันแข็งแรงกว่าคนอีกหลายคน
ฉันร่างกายครบสมบูรณ์ และถึงแม้วันที่ฉันฟังพ่อสอน
ฉันจะเด็กขนาดไหน พ่อก็สอนว่า ไม่ต้องกลัวใครหาว่าหยิ่ง
ให้บอกขอบคุณค่ะ และต่อท้ายว่าไม่เป็นไรค่ะ
พ่อบอกว่าเหตุผลของการต่อคิวคือการจะได้ทุกอย่าง
ตรงกับการกระทำของตัวเองคือไปช้าหรือไปเร็ว
เป็นความยุติธรรมในโลกมนุษย์ที่ยังพอมีระเบียบ
ใคร มาก่อนก็ได้ไปก่อน มาทีหลังก็จงรอต่อไป

  

  

 


พ่อไม่สอนให้พวกเราใช้เส้นใช้สาย เพราะพ่อจะบอกว่า
ต่อให้ฉันตะโกนแบบลูกนักการเมืองดัง ที่เวลามันทำผิด
แล้วเที่ยวไปถามคนอื่นๆ ว่าไม่รู้เหรอว่ากรูลูกใคร
พ่อต่อประโยคนั้นว่า จะมีคำตอบในทันทีทันใด
ว่าลูกใครแล้วไม่เคยตายเหรองัยหรือไม่ก็บอกว่า
ไม่รู้หรอกพ่อเมิงเป็นใคร ไม่เคยอยากรู้
แล้วเราก็หัวเราะกันด้วยความขำพวกเส้นใหญ่
ที่ใหญ่ได้แค่ในบ้านตัวเอง แต่ไม่เคยใหญ่ในสายตา
พวกเรา


จำได้ว่าเมื่อตื่นเช้ามาเจอหน้าพ่อบนโต๊ะอาหาร
ฉันก็บอกรักหากอารมณ์ดีก็มีพ่อจ๋าๆ
เล่าเรื่องโน้นนี้ให้ฟังระหว่างรอทานข้าว
เป็นโบนัส ..แต่หาก อารมณ์ไม่ดีหน้าหงิกหน้างอ
พ่อวางตังค์เพิ่มให้ในช่วงแม่เผลอ ก็หันไปกอด
และบอกรักพ่อได้ ไม่เคยละอายใจแถมไม่อาย
ฟ้าดินอีกต่างหากและบางทีอาการงอนก็หายได้
บอกรักพ่อเหมือนเดิมแค่พ่ออธิบายและ
วางปัจจัยเพิ่มมากกว่าปกติ


ในวันที่พ่อต้องไปทำงานไกลกัน
ก่อนนอนก็ยังสามารถเช่นเคย
และเคยทราบว่าไม่ว่าพ่อจะประชุม ติดเลี้ยงลูกค้า
หรือคุมงานอยู่ชั้นดาดฟ้า ชั้นไหนไหน
พ่อจะรับโทรศัพท์ฉันเสมอ บางครั้งถ้าพ่อตอบรับสั้นสั้น
ว่าครับ หรือรู้แล้วลูก จำได้ครับ ฉันจะทราบว่า
พ่อกำลังยุ่งอยู่แน่แน่ หากวันไหนพ่อโทรหา
แล้วลูกสาวตั้งตนหมางๆเมินๆ ถามคำตอบคำ
คุยเรื่องอื่นเรื่องโน้นเรื่องนี้ ไปจนถึง หากไม่เงียบมาก
ผิดปกติ ก็พูดมากผิดปกติ แถมพูดเรื่อง
ดินฟ้าอากาศรอบตัวและไม่ยอมบอกรักพ่อ
เชื่อว่าพ่อจะรู้สึก และเมื่อมีโอกาสพ่อจะหาเวลา
มานั่งคุยด้วย ว่าฉันเป็นอะไรไป

 

 


ยุทธวิธีตามหาสาเหตุว่าฉันงอนอะไรพ่อมีมากมาย
แค่ถามว่ารักพ่อหรือเปล่า คิดถึงพ่อหรือเปล่า
แล้วฉันพูดเรื่องอื่น แค่ถามว่า พ่อกลับไปหนนี้มีน
อยากได้อะไร แล้วฉันตอบว่าไม่เห็นอยากได้อะไร
หรือถามว่า เป็นอะไร ฉันตอบว่าไม่เป็นไร
ถ้าพ่อถามว่า มีนกำลังทำอะไรอยู่ ฉันจะตอบว่า
เรื่องของมีน เท่านั้นพ่อก็สรุปได้แบบไม่ต้องถามต่อว่า
มันงอนแหง๋


เพราะโดยส่วนใหญ่ฉันก็รู้ตัวในนิสัยอ้อนพ่อ
ไม่ว่าจะรองเท้าขาดนิดก็โทรบอก
ลืมอะไรก็โทรเล่าให้พ่อฟังไปจนถึงทำตังค์หาย
ไล่แกล้งเพื่อน หรือโดนครูตี มีอะไรเสีย
หรือตอนเช้าเจอะหน้าใครที่ไม่ชอบ ก็ยังเล่าให้
ฟังแบบสนุกสนาน เลยไม่แปลกใจที่
พ่อจะรู้ว่าฉันผิดปกติเพราะแค่ไอ้คนช่างเล่า
มันทำท่า ไม่ได้คุยกับพ่อก็ไม่เป็นไร
นั่นหล่ะแปลกสุดสุดสำหรับลูกสาวพ่อ


ส่วนใหญ่แล้วเหตุที่ฉันงอนพ่อหรือน้อยใจพ่อ
มักเป็นเพราะพ่อทำงานติดพัน พ่อไม่กลับบ้าน
ในวันที่บอกไว้หรือพ่อไม่โทรหาก่อน
มีแต่ฉันโทรหาก่อนนั่นหล่ะ
ช่วงนั้นงดบอกรักเป็นกรณีพิเศษ แถมถ้าถามก็จะบอกว่า เฉยๆ
ความสุขของฉันกับพ่อมีมากเกินกว่าหน้ากระดาษ
ไหนไหนจะบันทึกได้พอ และทุกครั้งที่มีความสุข
ฉันรู้ตัวว่าไม่เคยเผื่อใจถึงการพลัดพราก
แต่ก็นั่นหล่ะน่ะ ไม่มีอะไรเป็นนิรันดร์นอกจาก.การจาก
จะช้าจะเร็วก็ต้องมีการจากเกิดขึ้นในชีวิตคนเราเสมอ
ไม่ว่าเราจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ

  

 


เมื่อเวลาผ่านไป หนึ่งปี...
ฉันไม่คุ้นกับการมองไปไม่เห็นพ่อ
หรือไม่ได้ยินเสียงพ่อคุยกลับมาบางหน
ฉันยังนั่งรอพ่อในเวลาที่พ่อเคยกลับ
เข้าไปนั่งในรถของพ่อเมื่ออู่รถส่งรถพ่อคืนมา
จนแม่ต้องยกรถคันนั้นให้วัดไป เพราะถ้าขายฉันก็ไม่ยอม
ฉันชอบกดเบอร์ของพ่อดูให้รู้สึกว่ายังมีพ่อที่ปลายสาย
เพียงแต่ฉันไม่ได้โทรหา บางทีเอาเสื้อพ่อมาใส่นอน
ให้รู้สึกอุ่นใจปลอดภัย และเหมือนพ่อกอดฉันไว้

บางครั้งฉันก็นอนร้องไห้แบบไม่ได้สะอึกสะอื้นโวยวาย
เพียงแค่คิดว่าเราคงนอนตะแคง น้ำตามันไหลได้เอง
เหมือนทั่วไป และบ่อยครั้งขณะที่น้ำตาไหล
เราก็ยังยิ้มได้ว่าในชาตินี้เราโชคดีที่เกิดมามีพ่อคนนี้
อย่างแท้จริง..เชื่อไหม...ฉันไม่เคยกล้าหวัง
ไปถึงชาติหน้าว่าฉันจะเป็นคนดีขนาดมีโอกาส
ได้เป็นลูกของสุภาพบุรุษที่แสนดีคนนี้อีกไหม

  

 

ผ่านไปสองปี..
ฉันยังจำเสียงพ่อได้ ยังจำมืออุ่นอุ่นโยกหัว
ของพ่อได้ ยังจำผมสีดำมีสีเทาแซมแบบไม่ยอมให้ขาว
ของพ่อได้ จำครีมใส่ผม กลิ่นน้ำหอมโกนนวดของพ่อ
กลิ่นสบู่ที่พ่อใช้ เนคไทที่พ่อชอบ รวมถึงฉันเปลี่ยน
มาใช้ยาสีฟันยี่ห้อเดียว กับที่พ่อใช้ทั้งที่แต่ก่อนบ่นว่า
ยาสีฟันของพ่อ รสชาติไม่ได้เรื่องเลย ฉันยังจดจำ
และยังรู้สึกว่าวิถีชีวิตประจำวันของฉันยังเหมือนเดิม
ฉันจะยังกลับบ้านและพบพ่อนั่งยิ้มที่เก้าอี้โยกตัวเดิม
หลับตาและโยกตัวน้อยๆไปตามเก้าอี้ฟังเพลง
ที่พ่อชอบฟัง ยังจำได้ว่าหลายต่อหลายหน
ทิ้งกระเป๋านักเรียนและนั่งแปะอยู่ข้างเก้าอี้โยก
ตะโกนร้องเพลงเพราะๆพวกนั้น ให้กลายเป็นเพลง
วุ่นวายไปได้ในที่สุด

 

 


ฉันยังเชื่อตัวเองว่าจำเสียงพ่อได้
เมื่อผ่านไปสามปีกว่า แต่เริ่มลังเลว่า เสียงพี่ชายเหมือน
เสียงพ่อจริงไหม เสียงพี่อาจดังกว่า หรือเสียงพ่ออาจ
ทุ้มกว่า ฉันเริ่มค้นหาและเปิดดูวีดีโอภาพซ้ำแล้วซ้ำอีก
เหมือนปีที่ผ่านมา เผื่อจะมีใครบังเอิญใจดีเป็นตากล้อง
แทนพ่อสักงาน เพื่อฉันจะได้เห็นพ่อเดินไปเดินมาหน้า
กล้องวีดีโอ แต่ก็ไม่มีสักมุมที่ฉันได้เห็น ฉันจึงต้องทำใจ
ยอมรับว่า ฉันทำได้แค่ มองเห็นมุมที่พ่อเห็นพวกเรา และ
หลับตานึกถึงมุมที่เราเห็นพ่อตลอดมา

 

ฉันจำไม่ได้ว่าช่วงไหนสักช่วงที่ฉันเริ่มลองกิน
หัวของต้นหอมว่ามันรสชาติเป็นไงทำไมพ่อชอบกิน
และกินได้กับทุกข้าวผัด ขณะที่ฉันกินแต่ใบต้นหอม
แล้วเอาหัวส่งให้พ่อหรือไม่ก็พี่ชาย อยากจะบอกพ่อ
ในวันนี้ว่า รสชาติมันไม่ได้เรื่องจริงๆนั่นหล่ะ
และมันฉุนจนไอออกมาให้พี่ชายหัวเราะ
ในวันทดลองกิน


ฉันยังพยายามนึกถึงเสียงของพ่อ หรือคำพูดของพ่อ
บางหนนึกได้ขณะเดินดูงาน ก็จะจดลงในสมุดบันทึก
เรื่องงานในช่วงท้ายที่ไม่มีเส้นบรรทัดหรือจดลงใน
ไดอารี่ประจำวันทันทีที่นึกออก บทสนทนาระหว่างฉัน
กับพ่อ เรื่องแหย่ หยอกเย้ากันระหว่างพ่อกับฉัน
จนถึงเรื่องที่ขัดแย้งกันในวันไม่เข้าใจ แต่ถึงที่สุด
ฉันไม่เคยหลีกเลี่ยงวันสุดท้ายที่ได้พบหน้ากัน
และฉันกับพ่อไม่เข้าใจกันนั่นได้เลย

 

หากชีวิตหนึ่งของคนเรามีพรหมลิขิต โชคชะตา
หรือคนข้างบนที่สั่งสอนเราได้ทุกทุกครั้งที่สบโอกาส
ฉันว่าครั้งนั้น พรหมลิขิต โชคชะตาหรือคนข้างบน
ก็สั่งสอนให้ฉันยืนไม่ได้ ล้มไม่เป็นท่าและ
ลุกไม่ขึ้นอยู่พักใหญ่ คงสมใจที่เห็นฉันเป็นแบบนั้น
ในวันที่พรากพ่อไปจากฉัน


ไม่มีการยื้อชีวิตแบบใครต่อใครที่ฉันยังยินดีกับเขา
ที่ได้ปรนนิบัติพ่อของตน ในวันท่านป่วยไข้
ยังได้เช็ดตัว ป้อนข้าว ป้อนยาให้บุคคลอันเป็นที่รัก
ไม่มีการร่ำลากันระหว่างฉันกับพ่อ
มีแต่การยืนน้ำตานอง มองไฟที่ลุกมองควันที่ลอย
พ่อไม่ได้กล่าวลากับฉัน มีแต่ฉันกล่าวลากับพ่อ

 

นี่เป็นวันพ่อครั้งที่ห้าแล้วที่ไม่ได้พบหน้ากัน
มองเห็นตัวเลขที่ชีวิตจะไม่มีวันลืม
๒๙ กุมภาพันธ์ กลับมาให้ฉันรู้สึกว่า สีปี่ที่ผ่านไป
รวมปีนี้ที่ฉันรู้สึกว่านานแสนนานในการไม่มีพ่อ
มันไม่นานเลย  และฉันก็ผ่านมาถึงวันนี้ได้
ไม่ว่าวันเรียกขานจะผ่านไปแค่ไหน จะมี
๒๙ กุมภาหรือไม่มี ๒๙ กุมภา
ความหมายของการสูญเสียพ่อก็ไม่ได้เปลี่ยนไป

 

 

 

 

ฉันจำได้ว่าทุกวันพ่อ ฉันไม่เคยลงทุนทำอะไร
เพราะพ่อจะบอกเสมอว่าอยากได้อะไร
และไม่อยากให้ฉันเสียตังค์เลย บางหนเคยแอบซื้อ
เห็นบ่นบ่น แต่มีรอยยิ้มในดวงตาของพ่อเสมอ
แต่ทุกครั้งที่ส่งการ์ดและจดหมายที่เขียนให้พ่อทุกปี
พ่อจะยิ้มยิ่งกว่าของขวัญทั้งมวลที่ฉันเก็บตังค์ซื้อให้


ทุกทุกปีสิ่งสำคัญกว่าสิ่งอื่นที่พ่อขอให้ทำคือ
เขียนจดหมายสรุปรวมว่าฉันทำอะไรบ้าง บางหน
ฉันต้องเปิดไดอารี่ที่บันทึกประจำวัน ตั้งแต่ต้นปี
ยันท้ายปี เลือกแต่เรื่องละเมิดของตัวเองมาเล่า
ให้พ่อฟังอันเป็นผลงานโดดเด่นประจำปี
ที่พ่ออ่านแล้วจะฮา หรือว่าจะปลื้มใจ
เรื่องหน้าแตกที่แอบทำลับหลังพ่อ
หรือพูดไม่จริงเป็นการพูดประเภทกะล่อนกับพ่อกี่ครั้ง
แอบฝืนกฏของแม่ และแอบซื้อของที่พ่อกับแม่
บอกยังไม่ถึงเวลาใช้ไปบ้างไหม
ทำผิดกฏโรงเรียนหรือมหาลัยในปีนั้นกี่ครั้ง
และทำให้ใครต่อใครเดือดร้อนเพราะตัวฉันยังไงบ้าง

 

วันพ่อของฉันเหมือนวันสารภาพของโจรกลับใจ
ที่ไม่รู้กลับใจจริงไหมเอาเป็นแค่โจรเปิดใจก็พอ
บ้านเราทำแบบนี้ทุกปี ไม่เว้นผู้ไปเรียนไกล
แบบท่านพี่ ที่อาจต้องบันทึกละเอียดขึ้นด้วย
ว่าทำไมโดนรุ่นพี่ซ่อมและได้คิดอะไรบ้างระหว่าง
การซ่อม จดหมายท่านพี่ฮากว่า เพราะในคำบอกว่า
ได้คิดโน่นได้คิดนี่ ของพี่มักมีความคิดที่บอกว่า
หนนั้นกอล์ฟคิดว่า จะไปดักตีหัวพี่คนนี้หรือคนนั้นที่ไหน
เราสองคนทำแบบนี้กันทุกปี จนไม่เคยรู้สึกว่า
มันผิดปกติ โตขึ้นจึงรู้ว่าพ่อสอนให้เขียนตั้งแต่เด็ก
เหมือนบอกให้ทราบว่า ถ้าเรื่องบางเรื่องมันพูดกันยาก
ก็ให้เขียนหากัน

วิธีของพ่อ มุมมองของพ่ออาจแตกต่างจากพ่อคนอื่น
แต่ฉันก็เรียนรู้ว่า ทั้งหมดที่เติบโตมาเป็นตัวตนของฉัน
พ่อเป็นคนสร้างและวางแนวทางให้เดินไม่ได้บังคับ
แต่แนะนำ จะทำหรือไม่ก็อยู่ที่ครั้ง และแม้บางครั้ง
ลูกดื้อๆ แบบฉันจะเฉไปเฉมา แต่ก็พบตัวเองเมื่อนึกได้
ทุกครั้ง ว่าฉันเดินมาตรงกับที่พ่อบอกเสมอ

 

 

 

 

 

วันพ่อวนมาอีกครั้งแล้ว
คุณผู้ชายซึ่งเป็นที่สุดของหัวใจฉัน
อาจนอนหลับไหลอยู่บนเมฆหนาที่ฟ้าไหน
และฉันไม่อาจมองเห็นได้เหมือนเดิม
พ่อของฉัน อาจกำลังพักผ่อนหรือเฝ้ามองดูฉัน
ด้วยรอยยิ้มและกำลังใจเหมือนเคยเป็นมา


ฉันเชื่อว่าพ่อจะรับรู้ จะรับทราบในสิ่งที่ฉันทำทุกวันนี้
ฉันยังรู้สึกอีกว่า ทุกทุกวันพ่อยังบอกรัก และจูบหน้าผาก
หรือทัดผมฉันได้ด้วยสายลมที่พ่อส่งมาหาฉัน
พ่อยังแตะตัวเมื่อฉันไม่สบาย ยังบอกให้ฉัน
กินข้าวก่อนกินยาและบอกให้ห่มผ้าดีดี
เพราะพ่อไม่มีโอกาสห่มให้อีกแล้ว

ฉันต่างหาก ที่ไม่มีโอกาสที่จะกอดพ่อ
หรือหอมแก้มพ่อไม่มีโอกาสได้รับรู้เหมือนที่เคยรู้
ว่าอกไหนก็ไม่อุ่นเท่าอกพ่อ และหัวใจใครก็ไม่ใหญ่
และรักเราได้มากเท่าหัวใจพ่อ....

ตลอดมาเมื่อพ่อยังอยู่ ฉันได้ยินคำว่าหลับเถอะน่ะลูก
ฝันดีและตื่นมาสดใสตอนเช้าน่ะลูก
ไปจนถึงพ่อรักลูกน่ะคะ และไม่ว่าพ่ออยู่ไกลแค่ไหน
ฉันก็ยังได้ยินเสียงผ่านสายโทรศัพท์
พูดประโยคคล้ายกัน แต่ในวันนี้ฉันเรียนรู้
ที่จะฝากความคิดถึง-ถึงพ่อผ่านฟ้า
ฝากบอกพ่อว่า

พ่อจ๋า
หลับเถอะน่ะ หลับน่ะคะ พักผ่อนเยอะๆ
มีนฝากลมห่มให้พ่อ ฝากฟ้าดูแลพ่อ
ฝากดาวร้องเพลงให้พ่อฟัง และฝากแสงพระจันทร์
โอบกอดพ่อของมีนไว้


พ่อจ๋า มีนจะเป็นคนดี
ให้ฝันของพ่อแสนดีตลอดไป มีนสัญญา
เป็นสัญญาจากลูกสาวคนเดิมของพ่อตลอดไป



ลูกสาวของพ่อ
1 ธันวาคม 2548

 

 

 

 

 

 

ก่อนนอนครั้งยังวัยอ่อน
เคียงหมอนพ่อนอนกล่อมขวัญ
ได้ฟังนิทานหัวใจเริงสำราญอยู่ทุกยามเรื่อยมา

ปลูกฝังน้อมนำพาให้
จวบวัยก้าวไปใฝ่หา
หมดแรงพ่อทนหวังเพียงชื่นชม สุขทุกข์ตรมไม่อาทร

เพียงสิ่งเดียวใจพ่อนั้นเป็นสุข
ลูกสมใจปรารถนา
ด้วยดวงใจที่ไร้มารยาสูงเกินค่าเอ่ยคำ

 แต่วันนี้ไยหมองเศร้า
เงียบเหงาแม้เงาเคียงหมอน
สิ้นแรงสิ้นลมซึ่งเคยชื่นชม ลูกทุกข์ตรมหมองเศร้า


สิ้นแรงสิ้นลมซึ่งเคยชื่นชม ลูกทุกข์ตรมหมองเศร้า 

 

we are in diaryis.com family | developed by 7republic