ใช้ใจเธอฟัง....สายลม

 

 

 

สองฝั่งคลองเล็กๆ ดูคดเคี้ยวและร่มรื่น
ต้นไม้ต้นโตโตที่ชีวิตประจำวัน
เริ่มไม่ค่อยได้เห็นบ่อยกลับมากมาย
และพุ่มหนาขึ้นเรื่อยๆ
หนาทึบและ ยิ่งเรือพาลึกเข้าไป อากาศก็ยิ่งเย็น

รู้สึกถึงเสื้อคลุมที่คนนั่งอยู่ด้านหลังเอามาคลุมบ่าให้
ความอบอุ่นอบอวลรอบตัวปรากฏชัดเจนรับรู้เต็มหัวใจ
นึกแต่ไม่พูดออกไป ......
ขอบคุณค่ะพี่ที่แวะมา

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


รูปหน้าที่เคยมองแล้วพบว่า
ใครคนนี้หากไม่ยิ้มจะไม่รู้สึกเลยว่าเป็นมิตร
คนผู้รวบรวมคำนิยามของคำว่า
หน้าตาหยิ่งหาตัวจับยาก
คนผู้มักทำท่ายียวนกวนประสาทแบบหน้าตานิ่งๆ
มักได้คะแนนเต็มสิบเป็นล่ำเป็นสันในฐานะพูดจากวนใจ
แล้วยังทำหน้าตายได้สม่ำเสมอคนนั้น
กำลังทำท่าเป็นมิตรยิ้มเผล่แล้วยื่นมือมาหา
พร้อมเสียงพูดทุ้มคุ้นหู แถมสำเนียงชัดแจ๋ว
แบบไม่เคยสนใจระยะห่างที่ตนเป็นคนทิ้งไว้
เพื่อให้คนตรงหน้าของตนมีใครใครครบสมบูรณ์
เสียงทุ้มชัดเจน..ไปกับพี่เร็วเร็ว .. เจ้าตัวเล็ก

 


ไอ้คนยืนบนฝั่ง เม้มปากทำท่างงๆ
ลักษณาการสงสัยเต็มที่
หากอ้าปากถามได้ในเวลากระชั้นแบบนั้น
คงถาม มาได้ไง มาทางไหน และมายังไงกั๊น
ยังไม่ทันได้ถาม เจ้าตัวคนเม้มปากเอง
กลับส่งมือให้ด้วยอาการไว้วางใจอย่างสูงสุด
แม้เจ้าตัวจะไม่หลุดประกอบอาการงงตึบก็ตามที

เจ้าคนเดียวกันนั้น
ยังแถมกำมือใหญ่นั้นไว้มั่น
แบบไม่ปล่อยไปง่ายๆเสียอีก
ดูท่าว่า...จะเก็บกำไรไปตลอดทาง

 

 

ตลอดเวลาที่จับมือใหญ่ไว้
ความรู้สึกอาทรแล่นลิ่วขึ้นในหัวใจคนตัวเล็กกว่า
เหมือนอย่างหากถามกันได้แบบไม่ออกเสียง
สัมผัสของมือนั้นคงถ่ายทอดส่งผ่าน
คำถามหลากหลายที่อยากถาม

พี่เป็นยังไงบ้าง รอบตัวมีความสุขดีใช่ไหม
หน้าที่การงานหรือแม้แต่ความรักดีอยู่ใช่ไหม
ท้ายคำถามเหล่านั้นปราถนาคำตอบ ทุกอย่างดีอยู่
และเป็นไปอย่างราบรื่นเช่นเดียวกับคนถาม

แต่สุดท้ายคนมากคำถามนั่งตามองตรง
เม้มปากสนิทแน่นอยู่ลักษณะนั่งคล้ายถูกตรึงไว้กับที่
เป็นอันว่าเลยไม่ได้ทั้งถาม แถมอดได้ยินคำตอบอีก

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 


 

 

 

เสียงทุ้มทุ้มฮัมทำนองเพลงคุ้นหู
เจ้าตัวเล็กด้านหน้ากระพริบตาถี่
แต่ไม่ได้ถามเหมือนเช่นเคย
พี่ยังไม่ลืมเพลงนี้อีกหรือ
ในพริบตาเจ้าตัวเลยทำตนคล้ายฉวยโอกาส
ก่อนโอกาสจะหมดไป แบบหมดไปเสมอ

เจ้าหัวโตเพราะคิดมากที่คนตัวโตตั้งนิยามให้
เอนหัวมาพิงเข่าคนด้านหลังที่นั่งสูงกว่า
มือใหญ่ลูบหัวให้เจ้าคนคิดมาก
ที่ทำท่าเหมือนขี้เกียจเอาหัวตั้งตรงไว้บนคอ
และทำตนสงบนิ่งอย่างสุดสุด
เจ้านั่นทำท่า คล้ายท่านี้สามารถนั่งได้สบายแฮไปตลอดทาง

 

 

 

 


เสียงจ๋อมแจ๋มของน้ำ
และกลิ่นของอากาศเย็นละมุนรอบตัว
อากาศเย็นที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
และซาบซึ้งไปด้วยความห่วงใยแบบไม่มีคำพูด

คนเม้มปากคล้ายจะรู้สึก
ถึงอาการอยากพูดอะไรแล้วไม่พูดของอีกคน
ไม่ต้องหันหลังกลับไปดู คนถูกตั้งฉายาว่าหัวโตเพราะคิดมากก็รับรู้ได้
รับรู้ได้ชัดเต็มหัวใจ...แม้สัมผัสจริงๆแท้ได้รับแค่..
อาการเอ็นดูและเพียรลูบหัวให้เบาเบาเรียบเรื่อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

น้ำตาของคนเอนตัว พิงหัว กับเข่าคนด้านหลัง
ซึมและแทบหยดลงทางหางตา
เสียงพูดเบากว่าเบา.. เรา..คิดถึงพี่นะ

ได้ยินเสียงทุ้มรับคำในลำคอลากเสียงยาว
อืมมม ต่อด้วยประโยค แต่พี่รู้เราสบายดี
ชีวิตไปได้สวย ประโยคซ้ำเดิมที่ได้ยินบ่อย
พี่ไม่ลืมเราหรอก
คนรับฟังพยักหน้าทั้งที่พิงเข่า น้ำตาพรู
เสียงดังในหัวใจ ปากเม้มเป็นเส้นตรงไม่มีเสียง
ดี! พี่ห้ามลืมเรา ลืมเราเราจะ แช่ง!

 

 

 


 

ในพริบตาที่เรือเทียบท่าจุดเดิม
คนใส่สูทสีน้ำตาลอ่อนจนดูคล้ายครีม
ลุกยืนขึ้นคล้ายเป็นหลักให้อีกคนที่เดินผ่าน
เกาะไว้เพื่อก้าวขึ้นบนฝั่งแผ่นดิน

 

เจ้าตัวคนใส่กางเกงขาสั้นขาว
กับเสื้อขาวแขนกุดท่าทางพร้อมเข้านอน
ขึ้นไปยืนบนฝั่งสำเร็จและหันหลังกลับมายิ้มกว้าง
คล้ายไม่เคยมีน้ำตา ส่งเสียงบอกแบบเต็มใจ
"ขอบคุณที่ไม่ลืมกัน"

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  

ไม่มีเสียงตอบจากคนตัวสูงในลำเรือ
รอยยิ้มสว่างชัดเจน ตาโตยิ้มจนตาหยี
มือใหญ่โบกไหวๆห่างไกลออกไป
คนตัวเล็กไม่ได้โบกมือรับ
สายลมเย็นปะทะตรงหน้าคนชุดขาว
ลืมตามองตรงหน้าอย่างเต็มตา สำนึกกลับมาเต็มหัวใจ
น้ำตาหยดลงบนหมอนพร้อมด้วยรอยยินดี

 

 

 

 

 

 


 

แม้มิได้ เป็นจันทร์กระจ่างกลางใจฟ้า
จะยอมเป็นเงามายาในฝั่งฝัน
ถึงไม่เป็น คู่ที่แท้ แน่ต่อกัน
จะขอเป็นคนผูกพันมั่นห่วงใย



มีนมาเฟีย ღ
25 มี.ค. 2552 เวลา 10:50 น

 

 

...........................................................................................................

เมื่อฝันถึง 2

 

 

 

 

โลกรอบตัวอบอ้าวทันที
แม้อยู่ในอากาศครึ้มๆก่อนที่จะมีฝนกลางฤดูร้อน
ความเครียดดูมากขึ้นแบบไม่น่าจะมี
เจ้าคนชุดดำเดินวกไปวนมา ส่ายหน้าไม่เข้าใจ
ก็เพียงแค่บอกว่าจะออกไปหน้าบ้านแค่ตรงนี้
ทำไมจึงมีปัญหามากมาย

เจ้าคนเดิมในเสื้อเชิ๊ตพับยู่ย่นปล่อยชายกับกางเกงยีนส์ดำ
ทรุดลงนั่งบนโซฟาใหญ่ หัวเข่าตั้งรับข้อศอกสองข้าง
กระดิกเท้่าในรองเท้าผ้าใบ และหวดเท้าฟาดปั๊ป
กับลูกบอลของเล่นหมาน้อยสองตัว บ่นหงุงหงิงๆ
พลางเอามือขย้ำหัวตัวเองคล้ายจะบอกอีกสองหนุ่มว่า
เนี่ยๆกำลัง ปวดหัว

ในขณะที่หนุ่มแรก พี่ชาย ยืนพิงหน้าต่าง
เอามือล้วงกระเป๋ามองไปทางหน้าบ้านคิ้วเข้มขมวดมุ่น
และอีกหนุ่มตาคมคมมองตรงไปทิศเดียวกัน
ลักษณะเม้มปากบอกให้ทราบ ไม่อยากพูดกับไอ้ตัววุ่นวาย
ท่านั่งหลังตรงก็ทำให้รู้ อย่าได้มาวอแว งอแงแม้แต่ขอตังค์สักบาทยังอด

ไอ้คนขย้ำหัวตรงหน้าเห็นท่าไม่ดี เลยตะโกน
เออออออออออออออออออ ไปกันหมดบ้านก็ได้ พอใจยัง!!







ไม่แปลกเลยหากเจ้าคนผมสั้นจนคล้ายผู้ชายนั่นจะทราบ
โลกอีกด้านดูวุ่นวายก่อนหน้าที่มันทำท่าคล้ายจะวายปราณ
เพียงเพราะคนตัวสูงสูงจะไปต่างจังหวัด
เป็นต่างจังหวัดที่หลายคนก็ทราบว่าใครอยู่ที่นั่น
บรรยากาศเครียดได้คล้ายวาระแรก และสรุปว่า
ไปก็ได้แต่ต้องไปกันทั้งบ้าน --"

วันพบกันของคนในเหตุการณ์แรกและเหตุการณ์ที่สอง
จึงดูยากนัก แม้การพบกันจะคล้ายส่งคำทักทายเพียงแค่ อมยิ้ม
ยืนมองดูกัน ใช้สายตาถามไถ่ความเป็นไปของอีกชีวิต
แล้วต่างคนต่างหันหลังกลับเข้าสู่ลู่วิ่งของเส้นทางตนต่อ
แค่นั้นที่ดูว่าเล็กน้อย ก็ยังดูยากแบบมากกว่าเขียนว่า "ยาก"ไปเสียอีก






การพบกันจึงเป็นการพาขโยงแต่ละฝั่งไปนั่งรอด้วย
ฝั่งเจ้าตัวยุ่ง ตุงนังไปด้วยครอบครัวอาทิหนุ่มทั้งหลาย
อีกฝั่งคล้ายจะปลีกตัวมาได้จากกลุ่มและยืนรออีกคนอยู่บนเนินหญ้า
ร่างสูงยืนอิงต้นไม้ใหญ่ หย่อนขาข้างหนึ่งคล้ายพักครึ่งรอ

ไอ้ตัววุ่นวิ่งปนเดิน ยืนหอบอยู่ไม่ไกล รอใครอีกคนหันกลับ
เว้นระยะห่างระหว่างกันแบบไม่ต้องเดินไปแตะหรือโดนตัว
อีกคนก็รู้สึกว่ามีใครอยู่ด้านหลัง และหันมามอง
คนตัวใหญ่ยิ้มยิงฟัน ใบหน้าคลายความกังวล
แต่ยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่  คนตัวเล็กยิ้มตาหยี ให้พิศหรือมองยังไง
หน้านั้นก็ร่าเริงเหมือนไม่เคยมีเรื่องปวดหัว
จนต้องขยี้ผมหัวแทบหลุดก่อนจะมาถึงนี่ได้





บรรยากาศรอบตัวพลันสดใส
คล้ายไม่สังเกตดอกไม้ทุกดอกที่ส่งแสงร่าเริง
และคล้ายไม่สังเกต ความอึมครึมที่หมดไป
ทั้งสองคนทราบพร้อมกันว่าความสูงที่ต่างกันมากนั้น
ไม่จำเป็นต้องเงยหน้าอย่างทุกครั้งที่ได้พบกัน
เพราะระยะห่างทำให้ตาสบตาได้ชัดเจน

มันชัดถึงหัวใจ ความอาทรละแล่นลิ่ว
โลกทั้งโลกของสองคนจับกลุ่มยืนรออยู่ไม่ไกล
เสียงอึงอล เมื่อไหร่จะคุยกันเสร็จ ทั้งที่อีกสองคนยังไม่ได้คุยกัน--"
คนตัวเล็กกว่าพยักหน้าคล้ายบอกว่าขอบคุณนะที่แวะมาหา
คนตัวสูงกว่าอมยิ้ม ไม่มีเสียงออกมาว่า ขอบใจที่คิดถึงกัน

 

 

 

 

 

 

ลืมตามองเบื้องหน้า...ชัดแจ๋ว
น้ำตาซึมมาที่ปลายหางตาเล็กเล็ก
ความคิดถึงจนถึงวันนี้คงเป็นละอองน้อยน้อยเหล่านั้น
อาจเป็นเพราะความคิดถึงที่ไม่ทราบจะถึงหรือไม่
จึงพบว่า ในบางครั้งที่พระอาทิตย์หยุดทำงาน
เราจะได้พบกันแม้ว่ายังอยู่ในนิทราที่อาวรณ์ ;')







แปลกนะที่เมื่อนับว่าสังเกต มีนจะฝันถึงพี่คนดี
ช่วงปลายเดือนมีนา ที่บอกว่าเมื่อนับ
เพราะว่า ไปกดย้อนหลังพบว่าตัวเองฝันถึงพี่
เมื่ออาทิตย์ก่อน รับรู้ว่าเป็นแบบนั้น
ก่อนที่จะได้นั่งคุยกันเกือบครึ่งวันฮาเฮแบบวันอาทิตย์

เวบเพจเมื่อฝันถึงลงวันที่ ยี่สิบห้ามีนาปีก่อน
ฝันคราวนี้เป็นวันพุธตรงกับวันที่ยี่สิบสี่
ก็แปลกดีที่จะยังคงอยากบันทึกไว้

คล้ายนิยาย เพราะมันอยู่ "ในฝัน" ;')
ปีหน้าช่วงนี้จะฝันถึงพี่อีกไหม ^^

 


 

 


MaMean
เขียน..25 มี.ค. 2010 เวลา 20:00 น
เผยแพร่.
..29 มี.ค. 2010 เวลา 21:53 น 

 

 

 

    

we are in diaryis.com family | developed by 7republic